ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ตลาดทองคำทั่วโลกเผชิญแรงเทขายอย่างรุนแรง จนเกิดภาวะที่หลายสำนักเรียกว่า “ดิ่งหนักเป็นประวัติศาสตร์” หลังราคาทองคำโลก (Gold Spot) ปรับตัวลดลงมากถึง -12% ภายในวันเดียว ซึ่งถือเป็นการร่วงแรงที่สุดในรอบกว่า 46 ปี
เกิดอะไรขึ้นกับตลาดทองคำ?
1) กระแสเปลี่ยนประธานเฟด – ดอลลาร์แข็ง กดทองคำ
ตลาดตอบรับข่าวรัฐบาลทรัมป์เตรียมเสนอชื่อ Kevin Warsh เป็นประธานเฟดคนใหม่ แทน Jerome Powell
Warsh ถูกมองว่าเป็น สายเหยี่ยว (Hawk) สนับสนุนนโยบายการเงินเข้มงวดและดอกเบี้ยสูง
→ เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อราคาทองคำ
2) Panic Sell หลังทำ All-Time High
ก่อนหน้านี้ราคาทองคำพุ่งแรงทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จนเข้าสู่ภาวะ Overbought
เมื่อปัจจัยลบเข้ามาพร้อมกัน นักลงทุนและกองทุนจึงเร่งขายทำกำไร เกิดแรงเทขายเป็นวงกว้างทั่วโลก
3) Flash Crash สะท้อนความเปราะบางตลาด
เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ราคาทองคำเกิดเหตุ Flash Crash ร่วงกว่า 8% ภายใน 60 นาที
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าตลาดทองคำในช่วงนี้มีความผันผวนสูงผิดปกติ และอ่อนไหวต่อข่าวอย่างมาก
4) Margin Call บังคับขายทอง
การปรับฐานแรงของตลาดหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยง ทำให้นักลงทุนบางส่วนต้องขายทองคำ
เพื่อนำเงินไปเติมหลักประกัน (Margin Call) หรือชดเชยการขาดทุนในพอร์ต
ราคาล่าสุดเป็นอย่างไร?
- ทองคำโลก (Gold Spot)
จากระดับเหนือ 5,400 ดอลลาร์ ร่วงลงมาทดสอบบริเวณ 4,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์ - ทองคำในประเทศไทย
ปรับตัวลงแรงตามตลาดโลก บทวิเคราะห์จากหลายสำนัก เช่น Ausiris และ InterGold
เตือนนักลงทุนให้ระมัดระวัง และยังไม่แนะนำให้รีบ “ช้อนซื้อ” จนกว่าตลาดจะเริ่มนิ่ง
มุมมอง Gold Hashtag: โอกาสหรือความเสี่ยง?
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า การร่วงลงครั้งนี้คือการ
“พักฐานขนาดใหญ่” หลังราคาทองขึ้นแรงเกินปัจจัยพื้นฐานมานาน
- นักลงทุนระยะยาว
ยังมีปัจจัยหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก
การถือครองทองคำยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง - นักลงทุนระยะสั้น
ต้องรับมือกับความผันผวนสูงมาก กลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ
👉 รอดูทิศทางให้ชัดเจน อย่ารีบเข้าซื้อจากอารมณ์ตลาด
สรุปสั้นๆ สำหรับนักลงทุน
“ทองคำยังไม่หมดเสน่ห์ แต่จังหวะสำคัญคือ ‘เวลา’ ไม่ใช่ ‘ความกลัว’”